คู่วิวาห์อนาถาไม่มีใครอยากมา แต่แขกในงาน คือ ร.๕

  1. คู่วิวาห์อนาถาที่สุด แต่ประวัติศาสตร์ต้องบันทึก!
    เจ้าบ่าว เจ้าสาวเป็นคนหาเช้ากินค่ำ
    แต่แขกคือพระพุทธเจ้าหลวง!!

ในต้นปี ๒๔๔๘ แพทย์หลวงได้ถวายคำแนะนำให้พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงว่างเว้นจากการบริหารราชกาแผ่นดินสักระยะหนึ่ง หลังจากทรงประชวรจนต้องพักฟื้น เพื่อผ่อนคลายความกังวล และหากเสด็จออกไปสำราญพระอิริยาบทตามพระราชอัทยาศัยในที่โล่งแจ้งลมถ่ายเทได้สะดวก ก็จะเป็นการดีต่อพระพลานามัย สมเด็จพุทธเจ้าหลวงจึงเสด็จไปประทับพระราชวังบางปะอิน และถือโอกาสนี้ออกเยี่ยมเยียนราษฎรในชลบททางชลมารค โดยปลอมพระองค์เป็นสามัญชนธรรมดา เพื่อทอดพระเนตรความเป็นอยู่ของพวกเขาโดยไม่มีการตกแต่งรับเสด็จ และทรงไต่ถามทุกข์สุขด้วยพระองค์เอง

ในคราวหนึ่งที่ได้เสด็จประพาสหัวเมืองตะวันออก ขากลับทรงแวะนมัสการพระสมุทรเจดีย์ ทรงเห็นว่ายังมีเวลาเหลือกว่าจะถึงเวลาเสวยพระกระยาหาร จึงรับสั่งให้เรือกลไฟลากเรือกรรเชียงพระที่นั่งไปประพาสในคลองตาเด็ด ซึ่งเป็นคลองเล็กๆอยู่ฝั่งเมืองสมุทรปราการ ทอดพระเนตรชีวิตความเป็นอยู่ของราษฎรสองฝั่งคลอง จนถึงหน้าบ้านเล็กๆหลังหนึ่ง มีผู้คนมาชุมนุมโห่ร้องกันอย่างสนุกสนาน จึงรับสั่งให้เรือกรรเชียงพระที่นั่งเข้าเทียบท่า แล้วเสด็จพระราชดำเนินขึ้นไปบนลานที่ขบวนแห่กำลังมา เจ้าของบ้านเห็นผู้ดีบางกอกขึ้นมาเยือนก็เข้ามาต้อนรับและเชื้อเชิญขึ้นไปบนบ้าน ทรงไต่ถามก็ทราบว่าเป็นงานแต่งงาน แต่เมื่อทอดพระเนตรก็เห็นแต่ละคนแต่งตัวด้วยเสื้อผ้าปอนๆ ของที่แห่มาก็มีแต่ถาดผลไม้ ไม่มีเงินทองหรือของมีค่าแต่อย่างใด เมื่อขึ้นไปประทับบนบ้านที่จัดไว้เป็นที่รับขันหมาก จึงรับสั่งถามเจ้าของบ้านว่ามีสินสอดทองหมั้นเท่าใด

“ไม่มีเลยเจ้าค่ะ”

เจ้าของบ้านบอก และอธิบายว่า เจ้าบ่าวชื่อ จีนชัย เป็นลูกจีนเกิดในเมืองไทย อายุ ๒๘ ปี ส่วนเจ้าสาวเป็นมอญชื่อ เจิง อายุ ๒๕ ปี มีอาชีพรับจ้างด้ยกันทั้งคู่ เพื่อนบ้านเห็นว่ารักใคร่กันและต่างเป็นคนขยันทำมาหากินทั้งคู่ จึงเรี่ยไรกันจัดงานให้ตามมีตามเกิด

เมื่อขบวนขันหมากขึ้นมาบนเรือน ครั้นเห็นชายแปลกหน้าท่าทางเป็นผู้ดีบางกอกนั่งอยู่ ก็มองด้วยความสงสัย และรู้สึกว่าคุ้นๆหน้า แต่พอจำได้เท่านั้น ของที่อยู่ในมือก็หล่นลงพื้น ยืนตลึง ยายเจ้าของบ้านยังหันไปเอ็ดเอาว่าซุ่มซ่าม มีรู้จักอายคนบางกอกที่เขาแวะมาบ้าง แต่เมื่อชายคนนั้นก้มกระซิบที่หู ยายเจ้าของบ้านก็หันมาดู พลันก็เกิดอาการตะลึง ตัวสั่น รีบก้มลงกราบด้วยความตกใจและดีใจจนทำอะไรไม่ถูก ขบวนขันหมากก็รวนเร มีรับสั่งให้ทำคัวกันตามสบาย ให้ขบวนขันหมากขึ้นมาให้หมด แล้วให้เจ้าบ่าวเจ้าสาวเข้ามาเฝ้า
เมื่อเจ้าบ่าวชัยกับเจ้าสาวเจิง หมอบกราบที่พระบาท ทรงมีพระมหากรุณาธิคุณพระราชทานโอวาทในการใช้ชีวิตร่วมกันระหว่างผัวเมีย แล้วให้เจ้าของบ้านลงไปบอกคนในเรือให้นำเงินมา ๒ ชั่ง ใส่ถุงมาถุงละชั่ง พระราชทานแก่เจ้าบ่าวเจ้าสาวคนละถุง ทั้งคู่ซึ่งหาเช้ากินค่ำได้เงินรวมกัน ๑๖๐ บาท ก็เปลี่ยนฐานะไปทันที

งานแต่งงานที่กระจอกงอกง่อยที่สุด ก็กลายเป็นงานวิวาห์ที่ยิ่งใหญ่ ถูกจารึกไว้ให้เล่ากันต่อๆมา ทำให้คนฟังมีความสุขไปกับตนในวันวิวาห์ประวัติศาสตร์ในครั้งนั้นด้วย
นี่ก็เป็นพระมหากรุณาธคุณของพระมหากษัตริย์ไทย แม้แต่ในช่วงเวลาที่หมอหลวงถวายคำแนะนำให้พักผ่อนพระวรกายเพื่อพระพลานามัย ก็ยังทรงใช้ช่วงเวลานี้เสด็จพระราชดำเนินไปเยี่ยมราษฎรในชนบท เพื่อทอดพระเนตรชีวิตความเป็นอยุ่และความเดือดร้อนของพวกเขา ด้วยความรักและห่วงใย เช่นเดียวกับที่ราษฎรรักพระองค์

Loading...